มารู้จักกับ RFID
RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Identification คือ ระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มความสามารถในการคำนวณและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และส่งกำลังโดยคลื่นแม่เหล็ก หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนการสัมผัสทางกายภาพ เป็นการเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหะ เพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล
RFID มีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติดอยู่กับวัตถุต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ กล่อง หรือสิ่งของใดๆ สามารถติดตามข้อมูลของวัตถุว่า คืออะไร ผลิตที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตอย่างไร ผลิตวันไหน และเมื่อไหร่ ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกี่ชิ้น และแต่ละชิ้นมาจากที่ไหน รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุนั้นๆ ในปัจจุบันว่าอยู่ส่วนใดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัส (Contact-Less) หรือต้องเห็นวัตถุนั้นๆ ก่อน
จุดเด่นของ RFID คือ
1. สามารถอ่านค่าข้อมูลจากป้าย (Tag) ได้หลายพร้อมๆ กัน แบบไร้สัมผัส
2. สามารถอ่านค่าได้แม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี
3. สามารถอ่านค่าได้แม้ไม่ต้องอยู่ในแนวเส้นตรง (Non-Line of Sight)
4. ทนต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก
5. สามารถอ่านข้อมูลได้ไกล
6. สามารถอ่านค่าข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง
ปัจจุบันมีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุมระบบคงคลัง ระบบขนส่งสินค้า ระบบการชำระเงิน ตลอดจนการนำไปใช้ร่วมกับระบบงานห้องสมุด
องค์ประกอบของระบบ RFID
องค์ประกอบหลักของระบบ RFID จะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนแรกคือฉลากหรือป้ายขนาดเล็กที่จะถูกผนึกอยู่กับวัตถุที่เราสนใจ โดยฉลากนี้จะทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นๆ เอาไว้ ฉลากดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Transponder หรือที่เรียกกันโดยทั่วๆ ไปว่า “Tag” ส่วนที่สองก็คืออุปกรณ์สำหรับอ่านหรือเขียนข้อมูลภายใน Tag มีชื่อเรียกอย่างรวมๆ ว่า Transceiver หรือที่เรียกกันโดยทั่วๆ ว่า “Reader” การทำงานของระบบ เมื่อตัว Reader ส่งคลื่นความถี่ (Radio Frequency) ไปโดน Tag เมื่อตัว Tag ได้รับคลื่น ขดลวดที่รอบตัวนั้นนอกจากทำหน้าที่เป็นสายอากาศ (Antenna) รับสัญญาณแล้ว ยังทำหน้าที่แปลงความถี่กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อใช้เลี้ยงวงจรของตัว Tag เพื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลในหน่วยความจำใน Tag จากนั้นก็จะส่งข้อมูลกลับด้วยการเหนี่ยวนำคลื่นความถี่ไปยังที่ Reader อีกครั้ง
รูปที่ 1 ลักษณะการทำงานของ RFID อย่างง่าย
RFID Tag หรือ Transponder
RFID Tag คือ แผงวงจรวิทยุขนาดเล็กบรรจุข้อมูลความจำ (Memory chip) สามารถติดไว้ที่ตัวสินค้า ซึ่งภายในบรรจุชิพขนาดเล็ก (Microchip) สามารถเขียนและลบข้อมูลได้ RFID Tag ที่มีการใช้งานกันอยู่นั้นจะมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ โดยแต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งาน ราคา โครงสร้างและหลักการทำงานอยู่ ซึ่งจะสามารถแยกออกเป็นหัวข้อดังนี้
· Active RFID Tag แทกส์ชนิดนี้จะใช้แหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรี่อยู่ภายในซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าให้ Tag ทำงานโดยปกติ โดย Tag ชนิดนี้มีฟังก์ชั่นการทำงานทั่วไปทั้งอ่านและเขียนข้อมูลลงใน Tag ได้ และการที่ต้องใช้แบตเตอรี่จึงทำให้ Active Tag มีอายุการใช้งานจำกัดตามอายุของแบตเตอรี่ อย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถออกแบบวงจรของ Tag ให้กินกระแสไฟน้อยๆ ก็อาจจะมีอายุการใช้งานนานนับสิบปี นอกจากนี้ Active Tag ยังมีหน่วยความจำภายในขนาดใหญ่ มีกำลังส่งสูงและระยะการรับส่งข้อมูลไกล และยังทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี แม้ Tag ชนิดนี้จะมีข้อดีอยู่หลายข้อแต่ก็มีข้อเสียอยู่ด้วยเหมือนกัน เช่น ราคาต่อหน่วยแพง มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีระยะเวลาในการทำงานที่จำกัด
· Passive RFID Tag แทกส์ชนิดนี้จะไม่มีแบตเตอรี่อยู่ภายในหรือไม่จำเป็นต้องรับแหล่งจ่ายไฟใดๆ เพราะจะทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวอ่านข้อมูล (มีวงจรกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กอยู่ในตัว) หรือที่เรียกว่าอุปกรณ์ Transceiver จึงทำให้ Passive Tag มีน้ำหนักเบาและเล็กกว่า Active Tag ราคาถูกกว่า และมีอายุการใช้งานไม่จำกัด แต่ข้อเสียก็คือระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ไกลสุดเพียง 1.5 เมตร ซึ่งเป็นระยะการอ่านที่สั้น มีหน่วยความจำขนาดเล็กซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปประมาณ 32 ถึง 128 บิต และตัวเครื่องอ่านข้อมูลจะต้องมีความไวและกำลังที่สูง นอกจากนี้ Passive Tag มักจะมีปัญหาเมื่อนำไปใช้งานในสิ่งแวดล้อมที่มีสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนสูงอีกด้วย แต่ข้อได้เปรียบในเรื่องราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่า Active Tag และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าทำให้ Passive Tag เป็นที่นิยมมากกว่าไอซีของ Passive Tag ที่มีการผลิตออกมาจะมีทั้งขนาดและรูปร่างเป็นได้ตั้งแต่แท่งหรือแผ่นขนาดเล็ก จนแทบไม่สามารถมองเห็นได้ ไปจนถึงขนาดใหญ่จนสะดุดตา ซึ่งต่างก็มีความเหมาะสมกับชนิดงานที่แตกต่างกัน
รูปแบบของ RFID Tag มีการผลิตในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น แบบที่ใช้ติดสินค้าก็จะมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ หรือจะบรรจุในวัสดุในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่มีผลกระทบกับคลื่นความถี่วิทยุ อาจจะทำเป็นห่วงกำไรสำหรับใส่แขนผู้ป่วยเพื่อแสดงตน หรือสำหรับเด็กเกิดใหม่ก็จะไม่เกิดปัญหาสลับเด็ก ซึ่งสามารถออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับงานในด้านต่างๆ ดังรูปที่ 3
รูป 3 แสดง RFID Tag ในรูปแบบโครงสร้างที่ออกแบบตามลักษณะของงาน
เป็นเครื่องอ่านข้อมูลซึ่งมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งานโดยระบบจะประกอบไปด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และสายอากาศในรูปแบบต่างๆ ซึ่งพอจำแนกออกได้สอง 2 แบบคือ แบบเคลื่อนที่หรือแบบพกพาซึ่งสามารถนำไปใช้ในการอ่านข้อมูลจาก RFID Tag ที่ติดอยู่บนสินค้าหรือวัสดุที่เคลื่อนย้ายยากโดยจะเคลื่อนย้ายเครื่องอ่านแทน ในแบบที่สองเป็นแบบที่ติดตั้งคงที่ ในลักษณะนี้วัสดุหรืออุปกรณ์หรือสินค้าจะเป็นตัวเคลื่อนที่ เช่น สินค้าที่ผลิตเสร็จและกำลังจะลำเรียงไปยังผู้จัดจำหน่ายโดยสินค้าผ่านเครื่องอ่านแบบติดตั้งคงที่ ระบบจะทำการอ่านและบันทึกรายละ เอียดเพื่อการประมวลผลดังรูปที่ 4
รูปที่ 4 แสดงเครื่องอ่าน RFID ที่แตกต่างกันตามการใช้งาน
หลักการทำงานเบื้องต้นของระบบ RFID
1. ตัว Reader จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามี RFID Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการคอยตรวจจับว่ามีการมอดูเลตสัญญาณเกิดขึ้นหรือไม่
2.เมื่อมี RFID Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแล้ว RFID Tag ก็จะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตัว Reader ส่งออกมาแล้วจึงทำการแปลงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าทำให้ RFID Tag เริ่มทำงาน และสะท้อนคลื่นโต้ตอบกลับออกไปยังตัว Reader พร้อมกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ใน Microchip โดยอาศัยคลื่นพาหะ(Carrier wave)ที่ถูกการมอดูเลตเรียบร้อยแล้ว ออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายใน RFID Tag
3. คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจาก RFID Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลง Amplitude, Frequency หรือPhase ขึ้นอยู่กับวิธีการมอดูเลต
4. ตัว Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะแปลงออกมาเป็นข้อมูลแล้วทำการถอดรหัสเพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป
รูปที่ 5 แสดงการสื่อสารระหว่าง Tag และตัว Reader
คลื่นความถี่ในการใช้งาน
จากการที่เทคโนโลยี RFID มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานโลกในการใช้งาน เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานสามารถบริหารและจัดการการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในกระบวนการพัฒนามาตรฐานจำเป็นจะต้องเป็นที่ยอมรับและสามารถใช้งานได้ในทุกประเทศทั่วโลกและเครื่องอ่านทุกยี่ห้อสามารถทำงานได้ที่ความถี่ที่เข้ากันได้ และรหัสข้อมูลต่างๆ มีความเข้าใจตรงกัน
ในปัจจุบันได้มีการรวมกลุ่มระหว่างแต่ละประเทศ เพื่อทำการกำหนดมาตรฐานความถี่คลื่นพาหะของระบบ RFID โดยมี 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มประเทศในยุโรปและแอฟริกา (Region 1), กลุ่มประเทศอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ (Region 2) และสุดท้ายคือกลุ่มประเทศตะวันออกไกลและออสเตรเลีย (Region 3) ซึ่งแต่ละกลุ่มประเทศจะกำหนดแนวทางในการเลือกใช้ความถี่ต่างๆให้แก่บรรดาประเทศสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ความถี่ของคลื่นพาหะที่นิยมใช้งานในย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่ปานกลาง และย่านความถี่สูงก็คือ 125 kHz, 13.56 MHz และ 2.45 GHz ตามลำดับดังที่แสดงไว้ในตารางที่1 นอกจากนี้ โดยทั่วไปรัฐบาลของแต่ละประเทศ จะมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับระเบียบการใช้งานย่านความถี่ต่างๆ รวมถึงกำลังส่งของระบบ RFID ด้วย
| ย่านความถี่ | คุณลักษณะ | การใช้งาน |
| ย่านความถี่ต่ำ 100-500 kHz ความถี่มาตรฐานที่ใช้งานทั่วไปคือ 125 kHz | -ระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ -ต้นทุนไม่สูง -ความเร็วในการอ่านข้อมูลต่ำ -ความถี่ในย่านนี้เป็นที่แพร่หลายทั่วโลก | -Access Control -ปศุสัตว์ -ระบบคงคลัง -รถยนต์ |
| ย่านความถี่กลาง 10-15 MHz ความถี่มาตรฐานที่ใช้งานทั่วไปคือ 13.56 MHz | -ระยะการรับส่งข้อมูลปานกลาง -ราคามีแนวโน้มถูกลงในอนาคต -ความเร็วในการอ่านข้อมูลปานกลาง -ความถี่ในย่านนี้เป็นที่แพร่หลายทั่วโลก | -Access Control -สมาร์ตการ์ด |
| ย่านความถี่สูง 850-950 MHz 2.4-5.8 GHz ความถี่มาตรฐานที่ใช้งานทั่วไปคือ 2.45 GHz | -ระยะการรับส่งข้อมูลไกล (10 เมตร) -ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูง -ราคาแพง | -รถไฟ -ระบบเก็บค่าผ่านทาง |
ตารางที่ 1 ย่านความถี่ต่างๆ ของระบบ RFID และการใช้งาน
ในแง่การใช้งาน 2 ย่านความถี่แรกจะเหมาะสำหรับใช้กับงานที่มีระยะการสื่อสารข้อมูลในระยะใกล้ เช่น การตรวจสอบการผ่านเข้าออกพื้นที่ การตรวจหาและเก็บประวัติในสัตว์ ส่วนย่านความถี่ท้ายสุดจะถูกใช้กับงานที่มีระยะการสื่อสารข้อมูลในระยะไกล เช่น ระบบเก็บค่าบริการทางด่วน เป็นต้น ในแง่ของราคาและความเร็วในการสื่อสารข้อมูล เมื่อเทียบกันแล้ว RFID ซึ่งใช้คลื่นพาหะย่านความถี่สูงเป็นระบบที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดและมีราคาแพงที่สุดด้วยเช่นกัน ส่วน RFID ที่ใช้คลื่นพาหะในอีก 2 ย่านความถี่จะมีระดับราคาและความเร็วลดหลั่นกันไป
การประยุกต์ใช้งาน RFID
ปัจจุบันการประยุกต์ใช้งาน RFID ถูกประยุกต์ใช้งานหลากหลายด้าน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานดังนี้
1. การค้าปลีก การผลิต การกระจายสินค้าและลอจิสติกส์ ในธุรกิจการค้าปลีกและ Super Store นั้นสิ่งที่อยากทราบก็คือภายใน 1 วันสินค้าสามารถขายออกไปได้วันละเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็มีเพียงพออยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากทราบลงไปอีกก็คือ สินค้าที่วางที่ชั้นถูกหยิบไปเท่าไหร่ ควรจะนำสินค้ามาวางเพิ่มที่ชั้นสินค้าหรือไม่ RFID มาช่วยตรงนี้นี่เอง ยกตัวอย่างบริษัทที่นำ RFID มาใช้ เช่น Wall Mart ร้านค้าปลีกชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งมียอดขายปีละกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ได้ออก ระเบียบ กำหนดให้ Suppliers รายใหญ่ 100 ราย เช่น Gillette, Nestle, Johnsons & Johnsons และ Kimberly Clark ติด RFID Chip บนหีบห่อ และกล่องบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยก่อนส่งมาถึง ห้าง ส่วน Suppliers รายเล็กๆ จะต้องติดชิปในรถส่งสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2549 Wall Mart มองว่า เมื่อระบบดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์จะช่วยให้บริษัททราบถึงการเดินทางของสินค้าได้ทุกระยะ ตั้งแต่โรงงานของ Suppliers จนถึงศูนย์กระจายสินค้าของห้าง และเมื่อใดที่สินค้าถูกหยิบออกจากชั้นไป RFID ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังพนักงานให้นำสินค้ามาเติมใหม่ทำให้ Wall Mart ไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้า แต่สามารถสั่งให้ Suppliers มาส่งของได้ทันทีรวมทั้งจะช่วย guarantee ว่าสินค้ามีวางจำหน่วยตลอดเวลา และประโยชน์ที่สำคัญอีกประการ หนึ่งก็คือ จะช่วยลดปัญหาการโจรกรรมสินค้า และปลอมแปลงสินค้าได้อีกด้วย
รูปที่ 6 ใช้ RFID ในธุรกิจค้าปลีก การผลิต การกระจายสินค้าและลอจิสติกส์
2. ด้านการแพทย์และช่วยเหลือคนพิการ มีการใช้งานสำหรับการทำ Asset tracking สำหรับเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพง ทำให้สามารถตรวจสอบการเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการใช้ RFID ในสุขภัณฑ์ยา โดยมี Reader ขนาดพกพา ให้ผู้ป่วยที่ตาบอด สามารถถือ Reader มือถืออ่าน Tag ที่ขวดยาและ Reader อ่านออกเสียงให้คนตาบอดทราบได้ว่า เป็นยาอะไร หรือติด Tag ที่รถเมล์ก็ดี เมื่อวิ่งผ่านป้ายที่มี Reader ก็อ่านเลขรถอัตโนมัติคนตาบอดได้ขึ้นได้
รูปที่ 7 ใช้ RFID ในเครื่องมือแพทย์
3. ด้านการเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ระบบ Animal Tracking ใช้ในการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้เป็นระบบฟาร์มออโตเมชัน ด้วยชิป RFID ติดตัวสัตว์เลี้ยง ที่เราพบเห็นติดที่หูของวัว หรือหมู หรือให้วัวกินเข้าไปฝังในตัวเลย ทำให้สามารถ ตรวจสอบสายพันธุ์ การให้อาหาร วันที่ฉีดยา และการควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ได้ รวมถึงการใช้งานสำหรับทำการตรวจย้อนกลับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Traceability) หรือสินค้าเกษตรกรรมได้
รูปที่ 8 การประยุกต์ใช้ RFID ในด้านปศุสัตว์
4. การเข้า-ออกอาคาร (Access Control / Personal Identification) หรือแทนการใช้บัตรเสียบ Smart card เนื่องบัตรแถบแม่เหล็กเมื่อมีการใช้งานนานจะมีการชำรุดสูง แต่บัตรแบบ RFID ไม่มีการสัมผัสและเครื่องสามารถอ่านข้อมูลระยะไกลได้ด้วย
รูปที่ 9 การใช้ RFID ในเครื่องอ่านบัตร
5. ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-ticket) เช่น บัตรทางด่วน บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้ RFID ช่วยประหยัดเวลาในการต่อคิวชำระเงินได้มาก
รูปที่ 10 RFID ที่ติดตั้งในรถสำหรับจ่ายค่าผ่านทาง
6. ระบบหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport) กระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศในปัจจุบันได้ฝัง RFID Tag ไว้ โดยภายใน Tag ที่ฝังไว้จะมีข้อมูลของบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันทีที่เดินผ่านบริเวณเครื่องอ่านสัญญาณ ทำให้เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และช่วยในการรักษาความปลอดภัยในมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รูปที่ 11 RFID Passport
7. ระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (Immobilizer) ในรถยนต์ ป้องกันการใช้กุญแจผิด และในการขโมยรถยนต์ (Smart Key entry) พวก Keyless ในรถยนต์ราคาแพงบางรุ่นก็เริ่มนำมาใช้งานแล้ว นอกจากฟันเฟืองกุญแจเข้ากันได้แล้ว ต้องมี Tag ฝังในตัวลูกกุญแจเพื่อจำกันได้ด้วย
รูปที่ 12 RFID ในธุรกิจรถยนต์
8. ระบบห้องสมุด การนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในระบบห้องสมุด จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ดูแลและผู้ที่มาใช้บริการห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็น การยืมหรือคืนหนังสือ ที่สามารถทำได้ในคราวเดียว ไม่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลของหนังสือแต่ละเล่มแบบทีละเล่ม เมื่อผู้ใช้บริการเดินผ่านเครื่องอ่าน เครื่องจะรับส่งสัญญาณวิทยุกับตัวชิพที่ติดในหนังสือ เพิ่มความรวดเร็วในการยืม-คืน เมื่อนำมาใช้ร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ในห้องสมุด จะช่วยตรวจสอบให้ด้วยว่า หนังสือเล่มที่นักศึกษาต้องการได้ถูกยืมไปหรือยัง กับการใช้เพียงระบบคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูลแบบเก่า ถึงในฐานข้อมูลจะบอกไว้ว่าหนังสือเล่มนี้ๆ ยังไม่มีใครยืมไป ทว่าเมื่อเดินหายังชั้นหนังสือแล้วกลับปรากฏว่า หนังสือได้หายตัวไปเสียแล้ว แต่กับห้องสมุดที่นำ RFID มาใช้ เพียงเครื่องอ่านที่บริเวณชั้นหนังสือได้รับสัญญาณจากชิพว่าหนังสือถูกเก็บไว้ผิดที่ผิดทาง ก็จะระบุออกมาได้ว่าหนังสือเล่มนี้ๆ ขณะนี้ไปปรากฏตัวที่ชั้นหนังสือนี้ๆ เป็นการป้องกันการซ่อนหนังสือห้องสมุด แม้แต่ปัญหาการขโมยหนังสือของห้องสมุดก็สามารถป้องกันได้ เพราะชิพที่ติดที่หนังสือนี้เมื่อเดินทางผ่านเข้ามาในบริเวณพื้นที่รัศมีการอ่านของเครื่องอ่าน ก็จะได้รับและส่งสัญญาณวิทยุคุยกับเครื่องทันที และด้วยความเป็นคลื่นวิทยุนี้จึงช่วยให้สามารถส่งสัญญาณทะลวงออกมาจากกระเป๋าที่จะใช้ซ่อนหนังสือได้
รูปที่ 13 Library RFID Management System
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID กันอย่างแพร่หลาย ด้วยคุณสมบัติที่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้อ่านข้อมูลจากวัตถุที่มีการเคลื่อนที่อยู่ก็ได้ จึงมีการนำ RFID มาใช้มากขึ้นในธุรกิจและการให้บริการต่างๆ ในปัจจุบัน เป็นยุคการสื่อสารข้อมูลไร้สาย ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ข้อเสียระบบ RFID
1. การผลิตป้ายบันทึกข้อมูล หรือ RFID Tag ยังไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกัน ข้อมูลผู้ผลิตป้ายรายหนึ่งอาจจะยังไม่สามารถอ่านโดยเครื่องอ่านจากผู้ผลิตต่างรายที่ไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
2. ราคาการผลิตป้าย RFID Tag ที่ยังค่อนข้างสูงอยู่ในเวลานี้ จึงยังเป็นไปไม่ได้ที่จะติดป้ายเหล่านี้กับสินค้าทุกชนิด เพราะจะทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น
3. การคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลเป็นปัญหาหลักอันหนึ่งในการนำ RFID มาใช้ เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มเกรงว่า การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคจะทำให้สูญเสียสิทธิส่วนบุคคลไป โดยเฉพาะการที่นำไปใช้ในร่างกายคน จะทำให้สามารถรู้ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมของคนๆ นั้นได้อย่างละเอียด
4. ด้านความปลอดภัยของข้อมูล พบช่องโหว่ในระบบพาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการใช้ชิป RFID พบว่าการปลอมแปลงข้อมูลจากชิปดังกล่าวทำได้ง่ายมาก เพียงแค่มีเครื่องอ่าน (RFID reader) กับเครื่องไรท์ข้อมูลลงบัตรสมาร์ทการ์ด (Smart Card Writer) เท่านั้น ดังนั้นการที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดจำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขระบบการทำงานและกระบวนการใช้งานของเทคโนโลยีที่เหมาะสมพอที่จะให้โอกาสหรือหนทางของกลุ่มมิจฉาชีพนั้นมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
บทสรุป
จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี RFID สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายประเภท และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้เทคโนโลยี RFID ในหลากหลายด้าน ทั้งใช้ในด้านการขนส่ง (บัตรทางด่วน บัตรโดยสารรถไฟฟ้า ด้านการปศุสัตว์ (การให้อาหาร การติดตามโรค) ใช้กับเอกสารราชการ (บัตรประชาชน หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์) การควบคุมการเข้าออกสถานที่ (บัตรพนักงาน บัตรจอดรถ ) และการใช้ RFID เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้าน Logistics โดยใช้ผนึกอิเล็กทรอนิกส์ติด RFID ปิดล็อคตู้คอนเทนเนอร์เพื่อสะดวกในการติดตาม บริหารจัดการการขนส่ง ด้านการแพทย์ (บันทึกประวัติการรักษาผู้ป่วย) หรือแม้แต่ในงานของห้องสมุดเองได้มีการนำ RFID มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานของบรรณารักษ์
อย่างไรก็ดี การนำเทคโนโลยี RFID ไปใช้ จะต้องพิจารณาในเรื่องข้อจำกัดต่างๆ เช่น เรื่องย่านความถี่ที่ใช้งาน ระยะที่ต้องการการอ่านข้อมูล เรื่องของความปลอดภัยต่างๆ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้นำเอาเทคโนโลยี RFID ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง / URL
RFID Institute of Thailand . (2552). แนะนำเทคโนโลยี RFID.:
http://www.rfid.or.th/th/technology/know.asp
ขวัญชนก วิริยกุลโอภาศ. (2549). RFID (Radio Frequency Identification) .:
พรณรงค์ บุตรแก้ว. (2551). RFID เทคโนโลยีสู่อนาคต.:
บทความจากวิชาการดอทคอม. (2552). พิสูจน์เอกลักษณ์ของทุกสิ่งกับ RFID.:
บทความจากเว็บบริษัท วีเอส ทู ซอฟท์ จำกัด. (2552). RFID (Radio Frequency Identification) .:
จันธิรา กิติบุตร. RFID : Radio Frequency Identification.:







ข้อมูลมาก! บล็อกนี้เป็นแหล่งที่ดีของข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับฉัน ขอบคุณมากสำหรับการแบ่งปันนี้!
ตอบลบRFID, Radio Frequency Identification